operator

operator

หลวงปู่ศิลา สิริจันโท พระเกจิดังสายอีสานผู้มีญาณหยั่งรู้

Cover หลวงปู่ศิลา

หลวงปู่ศิลา หรือ พระราชวัชรธรรมโสภณ (ศิลา สิริจนฺโท) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน ซึ่งเป็นพระเกจิดังของทางภาคอีสาน ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายแวะเวียนกันมากราบไหว้กันอย่างไม่ขาดสายเนื่องจากเรื่องราวปาฏิหาริย์และญาณหยั่งรู้ของท่าน นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเรื่องพุทธาคม วัตรปฎิบัติ ความเมตตา ความสันโดษ วันนี้จึงจะนำประวัติของ “หลวงปู่ศิลา” มาเล่าให้ฟังกันค่ะ หลวงปู่พระมหาศิลาสิริจันโท มีนามเดิมว่า ศิลา นิลจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2488 ปัจจุบันหลวงปู่ศิลามีอายุ 78 ปี เป็นบุตรของนายแก่น และนางน้อย นิลจันทร์ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ณ วัดธาตุประทับ และอุปสมบทสังกัดมหานิกายเมื่อปี 2509 ที่วัดบูรพาภิราม จังหวัดร้อยเอ็ด หลวงปู่มหาศิลาได้ศึกษามหาปริยัติอย่างมุ่งมั่นจนสอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 6 ประโยค ได้รับพัดเปรียญจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2015 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และได้รับหน้าที่เป็นพระอาจารย์สอนที่โรงเรียนวัดนิคมคณาราม จังหวัดร้อยเอ็ด และรับหน้าที่เป็นพระที่สวดปาฏิโมกข์ในการลงพระอุโบสถของคณะสงฆ์ เมื่อหลวงปู่ศิลาได้ศึกษาปริยัติจนแตกฉานแล้ว หลวงปู่ศิลาได้จาริกแสวงบุญไปยังหลายจังหวัดตลอดจนเดินแสวงบุญข้ามไปยังฝั่งประเทศลาว หลวงปู่ศิลาได้ร่ำเรียนวิปัสนาและศึกษาอักษรธรรมลาว…

“เมืองลับแล”เมืองผีบดบังที่เล่าขานกันว่า “ห้ามโกหก”

Cover “เมืองลับแล”

อำเภอลับแล เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นหมู่บ้านที่มีมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย ที่มาของคำว่าลับแลนั้น ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกษามาตั้งรกรากฐิ่นฐานอยู่ที่นี่ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นป่ารกชัฏเหมาะแก่การซ่อนตัว ทั้งยังมีเนินเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน ผู้ที่มาจากต่างเมืองไม่คุ้นเคยก็อาจหลงทางได้ง่าย จึงเกิดเป็นเสียงร่ำลือกันว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเป็น เมืองลับแล คำว่า “ลับแล” แปลว่า “มองไม่เห็น” จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่ว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปในสถานที่แห่งนี้ได้ ตำนานแห่ง เมืองลับแล นั้นมีเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าไปในป่า แล้วได้พบเห็นหญิงสาวหลายคนเดินออกมา ครั้นมาถึงชายป่าหญิงสาวเหล่านั้นก็ได้นำใบไม้ที่ติดตัวมาเอาไปซ่อนไว้ในที่ต่าง แล้วเดินทางเข้าเมืองไป ชายหนุ่มที่เฝ้าดูอยู่เกิดความสงสัยจึงหยิบใบไม้นั้นมาเก็บไว้หนึ่งใบ เมื่อกลุ่มหญิงสาวกลับมาต่างคนต่างหยิบใบไม้ที่ตนเองนำไปซ่อนไว้ แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งที่ใบไม้หายไป จึงรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวและคืนใบไม้ให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วยเพราะปรารถนาอยากจะได้เห็นเมืองลับแล หญิงสาวก็ยินยอม นางจึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมืองซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่าคนในหมู่บ้านล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชายส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาของนาง ชายหนุ่มเกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอม แต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน  วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ผู้เป็นพ่อได้เลี้ยงลูกอยู่บ้านเพียงลำพัง ลูกน้อยเกิดงอแงร้องไห้หาผู้เป็นแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงได้พูดโกหกปลอบลูกไปว่า “แม่มาแล้ว ๆ” มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ แล้วนางก็กลับไปเมืองลับแล ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรก็จำต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขามีความรู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด  ครั้นเดินทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิม บรรดาญาติมิตรต่างก็ซักถามว่าหายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองคำทั้งแท่ง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทอง แต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแล แต่ก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม หากชื่นชอบบทความสามารถเข้าไปติดตามได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์วัตถุมงคล คู่บุญคู่บารมี หรือถ้าหากอยากติดตามแบบไม่ให้พลาดทุกเรื่องราวที่น่าสนใจ ก็สามารถเข้าไปติดตามกันได้ที่เพจ ศูนย์วัตถุมงคล…

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอรหันต์สายคุณธรรมบุคคลสำคัญของโลก

Cover หลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ได้รับการยกย่องจากองค์กรระดับโลกอย่างยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญด้านวัฒนธรรมต่อองค์การ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2562 ถือเป็นพระสงฆ์รูปที่ 3 ของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 องค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี พ.ศ. 2533 นับเป็นพระอริยสงฆ์รูปแรกของประเทศไทยที่ได้รับการถวายเกียรตินี้ ประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นบุตรของนายคำด้วง และนางจันทร์ เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ณ บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ บ้านคำบง ต.สงยาง อ.ศรีเชียงใหม่ จ. อุบลราชธานี) มีพี่น้อง ๗ คน ท่านเป็นบุตรคนแรกของตระกูล มีบุคลิกลักษณะเป็นคนร่างเล็ก ผิวขาวแดง แข็งแรงว่องไว สติปัญญาดี เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ในสมัยเด็กท่านได้เรียนอักขรสมัยในสำนักของอา คือเรียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรธรรมและอักษรขอม ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านคำบง ครั้นบวชแล้วได้ศึกษาหาความรู้ทางพระศาสนามีสวดมนต์และสูตรต่าง ๆ เป็นต้น มีกิริยามารยาทและความประพฤติเรียบร้อยดีงามเป็นที่น่าเลื่อมใส เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี บิดาของท่านได้ขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน ท่านได้ลาสิกขาออกไปช่วยงานของบิดาด้วยความพยายามและเต็มความสามารถ  ต่อมาเมื่อท่านอายุได้ ๒๒ ปี ได้อำลาบิดามารดากลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้นามฉายาว่า “ภูริทตฺโต” แปลว่า “ผู้ให้ปัญญา ผู้แจกจ่ายความฉลาด” เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้กลับมาศึกษาวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดเลียบ และในระหว่างนั้นท่านได้ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้นอันเป็นส่วนแห่งพระวินัย คือ อาจาระ ความประพฤติ มารยาท อาจริยวัตร และอุปัชฌายวัตรปฏิบัติได้เรียบร้อยดีจนเป็นที่ไว้วางใจของพระอุปัชฌาย์และให้ศึกษาข้อปฏิบัติอบรมจิตใจ คือเดินจงกรมนั่งสมาธิกับการสมาทานธุดงควัตรต่าง ๆ   ในสมัยต่อมาท่านได้แสวงหาการธุดงควัตรปฏิบัติกรรมฐานในที่ต่าง ๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่ารกชัฏที่แจ้ง หุบเขา ซอกเขา ห้วย ธารเขา เงื้อมเขา ท้องถ้ำ เรือนว่างทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง แล้วลงไปศึกษากับนักปราชญ์ทางกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดประทุมวนาราม และจำพรรษายังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่านได้ให้การสงเคราะห์สาธุชนในถิ่นนั้น ๆ จนมีผู้เลื่อมใสสนใจในธรรมปฏิบัติได้ติดตามศึกษาอบรมจิตใจมากมาย จึงทำให้ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเพิ่มขึ้นมากมายทั่วสารทิศ นับแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้มาอยู่จำพรรษาที่จังหวัดสกลนคร หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสถานที่ต่าง ๆ จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๗ จึงย้ายไปอยู่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จนถึงปีสุดท้ายแห่งชีวิต ท่านได้เอาธุระอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทางสมถวิปัสสนาเป็นอันมาก ได้มีการเทศนาอบรมจิตใจศิษยานุศิษย์เป็นประจำ จนถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๒ ท่านได้มรณภาพด้วยอาการอันสงบ สิริอายุได้ ๗๙ ปี ๙ เดือน ๒๑ วัน ๕๖ พรรษา และได้มีการถวายพระเพลิงศพของท่าน ณ วัดป่าสุทธาวาส จ. สกลนคร คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง  พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ศึกษาเล่าเรียนและประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด วัตรปฏิบัติของท่านนำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาแก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมาก พระธรรมเทศนาของท่านมักให้ข้อคิดแก่ผู้ฟัง เช่น “ท่านทั้งหลายจงอย่าทำตัวเป็นตัวบุ้งตัวหนอนคอยกัดแทะกระดาษ แห่งคัมภีร์ใบ ลานเปล่า ๆ โดยไม่สนใจพิจารณาสัจธรรมอันประเสริฐที่มีอยู่กับตัว แต่มัวไปยึดธรรมที่ศึกษามาถ่ายเดียว ซึ่งเป็นสมบัติของพระพุทธเจ้ามาเป็นสมบัติของตน ด้วยความเข้าใจผิดว่าตนเรียนรู้และฉลาดพอตัวแล้ว ทั้งที่กิเลสยังกองเต็มหัวใจยิ่งกว่าภูเขา มิได้ลดน้อยลงบ้างเลย จงพากันมีสติคอยระวังตัวอย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเปล่า ๆ เรียนเปล่าและตายทิ้งเปล่า ไม่มีธรรมอันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติดตัวบ้างเลย” นี่คือคำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตที่เคยพูดเสมอ ๆ นอกจากนั้นท่านยังเป็นตัวอย่างของพระนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งถือว่าเป็นแนวปฏิบัติในการบริหารจิตและเจริญปัญญาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ท่านเป็นชาวพุทธตัวอย่างที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาด้วยดีมาตลอด จึงทำให้มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาท่านมาจนถึงในปัจจุบัน หากสนใจบทความอื่นๆ สามารถเข้าไปติดตามอ่านได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์วัตถุมงคล คู่บุญคู่บารมี เว็บไซต์ที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธา และบุคคลสำคัญทางศาสนา รวมถึงยังมีพระเครื่องดังๆ เด็ด เอาไว้ให้เลือกบูชาโดยไม่ต้องไปหาถึงวัด เรารวมเอาไว้ให้ท่านที่นี่แล้ว และท่านยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟสบุ๊ค…

“พญานาค” ตำนานความเชื่อและความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง

Cover “พญานาค” ตำนานความเชื่อ

ตำนานเรื่อง พญานาค ในบ้านเราเป็นความเชื่อที่มานานตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า พญานาคเป็นงูใหญ่ บนหัวมีหงอน ที่คางมีเครา ลำตัวมีเกล็ดและปลายหางมีลวดลายงดงาม มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงตัวได้ และสามารถบันดาลให้เกิดฝนได้ด้วย เป็นสัตว์ในตำนานพุทธศาสนาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นคนก็ได้ ตำนานพญานาคเป็นเรื่องเล่าที่ยาวนานและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา ซึ่งในบ้านเราความศรัทธาเรื่องพญานาคนั้นถือว่าแพร่หลายอย่างกว้างขวางมาก อย่างความเชื่อเรื่องบั้งไฟพญานาคในทุก 15 ค่ำ เดือน 11 จะมีบั้งไฟผุดขึ้นมากลางลำแม่น้ำโขง ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น ความเชื่อในเรื่องพญานาคจึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านแถบลุ่มแม่น้ำโขงมีความศรัทธา โดยมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะฝั่งไทย หรือฝั่งลาว แม้แต่เขมรก็ดี จึงมีความเชื่อในเรื่องของพญานาคปะปนอยู่ในวิถีชีวิตมาช้านาน จอมกษัตริย์นาคา 9 พระองค์ผู้ปกครองแห่งพิภพบาดาล ตามความเชื่อในศาสนาและวัฒนธรรมหลายชนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในตำนานของไทย ลาว และเขมร ซึ่งนาคาถือว่าเป็นสัตว์กึ่งเทพที่มีอำนาจในการควบคุมน้ำ และเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ ในตำนานนี้ จอมกษัตริย์นาคา 9 พระองค์มักจะถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ปกครอง 9 แห่งพิภพบาดาล…

ตำนานและปาฏิหาริย์ของ “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

Cover ตำนานปาฏิหาริย์ของ “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

หลวงปู่ทวด ถือได้ว่าเป็นที่นับถือของคนไทยจำนวนมาก รวมถึงชาวต่างชาติบ้านใกล้เรือนเคียงทั้งชาวไทย ชาวมุสลิม ในประเทศมาเลเซีย หลวงปู่ทวดถือว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในตำนานที่มีผู้ศรัทธามากรองลงมาจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) จนเป็นตำนานที่มาของสมญานามว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าท่านมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินไหน แต่เหล่านักวิชาการคาดกันว่าท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประวัติหลวงปู่ทวด หลวงปู่ทวด เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ หลวงปู่ทวดมีนามเดิมว่าปู เป็นชาวบ้านวัดเลียบ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมื่อท่านอายุได้ประมาณ 7 ปี (ราว พ.ศ.2132) บิดามารดาของท่านได้พาท่านไปฝากไว้เป็นศิษย์วัดเพื่อเล่าเรียนหนังสือที่วัดกุฏหลวงหรือวัดดีหลวงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้านท่านโดยในตอนนั้นมีท่านสมภารจวง ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่านที่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ และต่อมาสมภารจวงได้บวชให้ท่านเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ท่านเป็นคนขยันหมั่นเพียรใฝ่รู้ตลอดเวลา สมภารจวงได้นำสามเณรปูไปฝากให้เล่าเรียนหนังสือที่สูงขึ้น สมัยนั้นเรียกว่า “มูลบทบรรพกิจ” ปัจจุบันเรียกว่านักธรรมนั่นเอง โดยนำไปฝากเรียนไว้กับสมเด็จพระชินเสน ซึ่งเป็นพระเถระชั้นสูงที่ถูกส่งมาจากกรุงศรีอยุธยาให้มาครองเป็นเจ้าอาวาสวัดสีคูยังหรือวัดสีหยังในปัจจุบัน สามเณรปูท่านได้เรียนรู้และจบหลักสูตรที่วัดสีคูอย่างรวดเร็ว ต่อมาหลักจากนั้นท่านได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อเรียนหนังสือให้สูงขึ้นโดยมาพำนักอยู่ที่วัดเสมาเมือง ซึ่งเป็นสำนักเรียนและมีสมเด็จพระมหาปิยะทัสสีเป็นเจ้าอาวาสและบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เมื่ออายุครบบวช ตลอดชีวิตที่ท่านอยู่ในสมณเพศท่านได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์ แม้ว่าจะไม่ได้มีหลักฐานการมีอยู่จริงแบบชัดเจน แต่ตำนานการเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้นยังมีมาจนถึงทุกวันนี้…

10 ความเชื่อข้อห้ามเรื่องบ้านที่โบราณว่าไม่ควรทำ

Cover 10 ความเชื่อข้อห้ามเรื่องบ้านที่อย่าทำเด็ดขาด

บ้านถือเป็นสถานที่ที่เราใช้เวลาอยู่มากที่สุดรองลงมาจากสถานที่ทำงาน บ้านจึงนับว่าเป็นเซฟโซนเป็นที่ผ่อนคลายจิตในของใครหลายๆ คน เราจึงมักจะให้ความสำคัญและพิถีพิถันในการจัดบ้าน จึงเป็นที่มาของ ความเชื่อเกี่ยวกับบ้าน ที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย 1. ห้ามเหยียบธรณีประตู  หลายคนคงเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่สั่งห้ามไม่ให้เราเหยียบธรณีประตูเวลาเดิน-เข้าออก เพราะมีการบอกเล่าเก้าสิบกันมาว่า ที่ธรณีประตูมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาอยู่ หากจะเดินผ่านต้องก้าวข้ามให้พ้นทุกครั้ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกลอุบายอย่างหนึ่งไว้ป้องกันอุบัติเหตุ เนื่องจากบ้านไทยสมัยโบราณอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง จึงต้องทำธรณีประตูสูง ๆ เอาไว้ดักฝุ่นและน้ำไม่ให้พัดเข้ามาในบ้าน และป้องกันลูกเล็กเด็กแดงคลานเล่นจนตกลงไปในน้ำนั่นเอง 2. ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน             ความเชื่อโบราณที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า การกวาดบ้านตอนกลางคืนจะเป็นการกวาดเงินกวาดทองออกไปจากบ้าน ซึ่งแท้จริงแล้วบ้านสมัยก่อนนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ อีกทั้งบ้านสมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง และพื้นบ้านก็ปูด้วยไม้ทำให้มีร่องเล็ก ๆ ระหว่างรอยต่อ หากกวาดบ้านตอนกลางคืนก็อาจจะเผลอกวาดของชิ้นเล็ก ๆ ตกลงไปใต้ถุนบ้านและหาไม่เจอ เพราะของไปกองรวมกับขยะนั่นเอง 3. ห้ามตากผ้าข้ามคืน             ว่ากันว่าที่คนโบราณไม่ให้ตากผ้าข้ามคืน เพราะเชื่อว่ากระสือจะเอาไปเช็ดปาก โดยจริง ๆ แล้วการห้ามตากผ้าข้ามคืนเป็นวิธีการถนอมเสื้อผ้า เนื่องจากหากตากผ้าตอนกลางคืนนั้น นอกจากจะเสี่ยงต่อการโดนขโมยแล้ว ก็อาจทำให้เสื้อผ้าที่เพิ่่งซักเสร็จเปียกฝนหรือเปียกน้ำค้าง ที่สำคัญอาจจะมีสัตว์หรือแมลงมีพิษมาเกาะตามเสื้อผ้า ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายเมื่อคนในบ้านนำเสื้อมาสวมใส่ด้วย  4. ห้ามลับมีดตอนกลางคืน             ความเชื่อเกี่ยวกับการทำครัวซึ่งบอกเล่ากันว่า ในของมีคมเกือบทุกอย่างมักจะมีวิญญาณสถิตอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ควรนำมีดออกมาเล่นเพราะจะโดนผีผลัก ซึ่งจริง ๆ สาเหตุหลักของการห้ามลับมีดตอนกลางคืน เนื่องจากตอนกลางคืนมีแสงสว่างน้อย ทำให้มองเห็นไม่ชัดจนอาจเกิดมีดบาดได้ ส่วนตอนเล่นจะทำให้เราไม่ค่อยระวังตัว จนอาจทำให้หกล้มและเผลอโดนมีดแทงนั่นเอง   5. ห้ามทำให้ครัวสกปรก             คนโบราณมีความเชื่อว่า ห้ามปล่อยให้ห้องครัวสกปรกเด็ดขาด เพราะจะทำให้อับโชค ซึ่งความจริงแล้วหากปล่อยปละละเลยทำให้ห้องครัวสกปรก ก็จะทำให้มีเชื้อโรคหลายชนิดสะสมปนไปกับอาหารและทำให้คนในบ้านเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น    6. ห้ามนั่งบนบันได             อีกหนึ่งความเชื่อที่หลายคนคงเคยโดนผู้ใหญ่เตือนเวลาที่นั่งเล่นบนบันได ผ่านการบอกต่อกันมาว่า หากนั่งบนบันไดจะทำให้คนในบ้านเจอเรื่องร้ายหรือมีความทุกข์ เบื้องหลังกลอุบายนี้ก็มีไว้เพื่อเตือนไม่ให้เด็ก ๆ นั่งบนบันได เพราะกีดขวางทางเดินของคนอื่น และอาจทำให้คนที่เดินสวนไป-มาสะดุดหกล้มตกบันไดได้ เนื่องจากบันไดบ้านสมัยโบราณอยู่นอกบ้าน และมีราวจับเพียงด้านเดียวหรือบางบ้านก็ไม่มีราวจับเลยนั่นเอง   7. ห้ามเดินข้ามขั้นบันได             เพราะว่ากันว่าหากเดินข้ามขั้นบันไดจะทำให้ทำมาหากินลำบาก ค้าขายไม่ขึ้น ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ซึ่งจริง ๆ แล้วความเชื่อนี้ไม่ได้แค่เอาไว้เตือนเท่านั้น แต่เป็นคำสอนที่แฝงคติไว้ด้วยว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำเกินความสามารถ และเป็นการสอนให้รู้จักคิดทำเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ทำอะไรข้ามขั้นตอน เหมือนกับการเดินขึ้น-ลงบันได ให้ก้าวทีละขั้น เพราะหากก้าวข้ามก็อาจพลาดตกลงมา    8. ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก             จะตกแต่งห้องนอนแต่ละทีก็จัดหาฮวงจุ้ยกันให้วุ่น เพราะเดิมมีความเชื่อกันว่าห้ามหันหัวนอนไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากเป็นทิศของคนตาย จะทำให้ฝันร้ายและหลับไม่สนิท ซึ่งจริง ๆ แล้วปกติผนังฝั่งทิศตะวันตกจะเป็นฝั่งที่รับแสงแดดตอนบ่ายจึงเก็บความร้อนไว้เต็ม ๆ เมื่อตกกลางคืนผนังก็จะคายความร้อนออกมา หากหันหัวเตียงเข้าหาผนังบ้านด้านทิศตะวันตกก็ทำให้นอนไม่หลับเพราะรู้สึกไม่สบายตัวนั่นเอง    9. ห้ามปลูกต้นไม้ที่มาจากวัด             เพราะว่ากันว่า การนำต้นไม้ที่เคยปลูกในวัดมาปลูกต่อที่บ้านเป็นเรื่องไม่ดี เนื่องจากต้นไม้ในวัดถือเป็นของสูง หากใครนำมาปลูกที่บ้าน อาจจะทำให้ชีวิตตกอับ ซึ่งจริง ๆ แล้วการเคลื่อนย้ายต้นไม้ค่อนข้างยุ่งยากและอาจจะทำให้รากต้นไม้เกิดความเสียหายได้ คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนิยมนำต้นไม้จากวัดมาปลูกกันที่บ้าน อีกทั้งยังเป็นกลอุบายเตือนใจอย่างหนึ่งว่า เราไม่ควรนำของส่วนรวมมาเป็นของตัวเองอีกด้วย  10. ห้ามปลูกต้นลั่นทมในบ้าน             เนื่องจากชื่อของต้นลั่นทมก็ยังออกเสียงคล้ายกับคำว่า ระทม ที่แปลว่าความทุกข์ เลยเชื่อกันว่าหากบ้านไหนปลูกต้นลั่นทนก็จะนำสิ่งไม่ดีมาให้ตามชื่อ ซึ่งแท้จริงแล้วลั่นทมเป็นต้นไม้มียางที่เป็นพิษและมักจะมีบุ้งมาอาศัยอยู่มาก หากปลูกไว้ในบ้านอาจเป็นอันตรายได้ แต่ในปัจจุบันต้นไม้ชนิดนี้มีการนำมาจัดสวนกันอย่างแพร่หลาย และมีการเปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดีแล้ว  อย่างไรก็ตาม เหล่านี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ ใครมีความเชื่อแบบไหนก็แล้วแต่ความเชื่อของบุคคลนั้นกันเลยค่ะ บางครั้งความเชื่อบางอย่างอาจจะคอยเตือนสติให้เราระมัดระวังเพิ่มขึ้นก็ได้ค่ะ หากท่านใดสนใจติดตามอ่านบทความเพิ่มเติมสามารถเข้าไปติดตามได้ที่เว็บไซต์…

รูปหล่อพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่ควรไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

Cover รูปหล่อพระเกจิชื่อดัง ที่ควรไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

ศาสนาอยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่โบราณเวลาเจ็บป่วยขึ้นมาก็จะพาไปหาพระที่วัด ทำให้พระในสมัยก่อนมีวิชาหลากหลายทั้งสายการรักษา หรือสายไสยเวทย์ ทำให้ชื่อเสียงและตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของท่านยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ เหล่าบรรดาลูกศิษย์ที่เคารพและศรัทธาจึงสร้างรูปหล่อไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้กราบไหว้ และนี่คือ รูปหล่อพระเกจิชื่อดัง ที่ศิษยานุศิษย์สร้างเอาไว้ให้ประชาชนได้กราบไหว้ รูปหล่อหลวงพ่อโต หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมฺรังสี) อยู่ที่วัดโบสถ์ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยมีรูปเหมือนของสมเด็จพุฒาจารย์โตที่มีความสูง 28 เมตร โดยรูปหล่อนี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ปัจจุบันมีผู้เดินทางมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก หลวงพ่อคูณปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาขนานนามท่านว่าปราชญ์ที่ราบสูง เป็นหนึ่งในพระเกจิชื่อดังที่คนไทยนับถือเป็นจำนวนมาก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เมื่อท่านมรณะภาพเหล่าบรรดาลูกศิษย์และคนที่นับถือต่างร่วมใจกันสร้างรูปหล่อของหลวงพ่อคูณขึ้น เรียกได้ว่าเป็นรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างไว้ที่วัดบ้านไร่ 2 (วัดบุไผ่) มีขนาดหน้าตักกว้าง 9 เมตร สูง 18 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ เพื่อให้ประชาชนชาวโคราช และผู้ที่ศรัทธาได้กราบไหว้    หลวงปู่ทวด หรือสมเด็จเจ้าพะโคะ เป็นพระเกจิที่สร้างอิทธิปาฎิหาริย์จนได้รับสมญานามว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ผ่านการเล่าขานสืบกันมาแบบไม่รู้จบ…

ความเชื่อแบบไทยที่ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่

Cover ความเชื่อแบบไทยที่ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่

ความเชื่อกับคนไทยเป็นสิ่งที่คู่กันมานานอย่างแยกไม่ออก สังคมไทยมีความเชื่อหลายอย่างมากมายด้วยกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเชื่อแบบไทย บางอย่างก็ช่วยเป็นการเตือนให้เราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังและมีสติอยู่ตลอดเวลา และอีกหลายๆ ความเชื่อก็เป็นสิ่งที่คนโบร่ำโบราณเชื่อถือกัน เช่น การถูกจิ้งจกทักก่อนออกจากบ้านจะถือว่าเป็นลางไม่ดี หรือตาข้างขวากระตุกจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เป็นต้น แต่อย่างไรเสียเหล่านั้นก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล หากความเชื่อนั้นไม่ได้มารบกวนการชีวิตประจำวันก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร มาดูความเชื่อแบบไทยที่ไม่เชื่ออย่าลบหลู่กันค่ะ คนโบราณเชื่อกันว่าหากจิ้งจกร้องทัก ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาดเพราะจะเป็นลางไม่ดี โดยเฉพาะถ้าเสียงจิ้งจกร้องทักจากด้านหลังหรือตรงศีรษะ ให้เลื่อนการเดินทางออกไป แต่หากเสียงร้องทักนั้นอยู่ด้านหน้าหรือซ้ายสามารถเดินทางได้ จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นสะดวกสบาย   โดยปกติแล้วตุ๊กแกจะส่งเสียงร้องในเวลากลางคืน หากตุ๊กแกที่อาศัยอยู่ตามซอกหลืบภายในบ้านมักจะร้องในเวลากลางวัน คนโบราณจะถือเป็นลางบอกเหตุร้าย เนื่องจากคนโบราณเชื่อว่าตุ๊กแกคือวิญญาณของปู่ย่าตายายที่เสียชีวิตไปแล้วมาอาศัยอยู่ คอยคุ้มครองลูกหลานจากภัยอันตราย หากตุ๊กแกร้องทักในเวลากลางวัน แปลว่าปู่ย่าตายายมาเตือนว่ากำลังมีภัย โบราณเชื่อว่าหากตัวเงินตัวทองเข้าบ้าน หรือเลื้อยคลานอยู่ภายในบ้าน ให้พูดถึงแต่สิ่งดีๆ ไม่ให้ไล่โดยการตี หรือดุด่าด้วยคำพูดหยาบคาย เพราะการที่ตัวเงินตัวทองเข้าบ้านบางครั้งถือเป็นเรื่องที่ดี หรือเป็นการแก้เคล็ดให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา บางคนถึงขนาดถูกหวยเพราะตัวเงินตัวทองเข้าบ้านก็มี  โบราณว่าไว้หากมีนกแสกหรือนกเค้าแมวมาเกาะหลังคาบ้านจะเกิดลางร้าย อาจจะมีคนเสียชีวิต เพราะนกแสกเป็นนกที่ถือว่านำความอัปมงคลมาสู่บ้าน เนื่องจากนกแสกเป็นนกที่ออกหากินในเวลากลางคืน ทำให้คนโบราณเชื่อว่าเป็นนกผี ด้วยความที่นกแสกมีช่วงปีกใหญ่และยาว เวลาบินจึงดูน่ากลัว โดยเฉพาะเวลาออกหากินในตอนกลางคืนจะบินอย่างรวดเร็วมาก คนโบราณจึงทึกทักว่าเป็นภูตผีปีศาจ แถมดวงตาของนกแสกยังดูน่ากลัว โบราณเชื่อว่าหากมีผึ้งมาทำรังภายในบ้าน บ้านนั้นจะมีโชคมีลาภ ไม่ให้ไปไล่หรือทำลายรังผึ้งโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เกิดความหายนะ เพราะเชื่อกันว่าผึ้งเป็นแมลงนำโชคที่ขยันทำงาน สร้างรังผึ้งจนใหญ่โต มีบริวารผึ้งนับร้อยอยู่กันอย่างดีมีสุข เมื่อเข้ามาทำรังในบ้านนั้นก็เชื่อว่าจะนำความผาสุขมาให้ โดยปกแล้วเรามักจะเห็นรูปปั้นหรือรูปภาพยักษ์ในบริเวณวัด หรือตามสถานที่อื่นๆ ที่เป็นสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่บ้าน เพราะคนไม่นิยมนำภาพหหรือรูปปั้นยักษ์มาประดับตกแต่งภายในบ้าน โบราณเชื่อว่าหากบ้านไหนมีรูปภาพหรือรูปปั้นยักษ์ประดับอยู่ อาจทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อย และทำให้มีแต่เรื่องเดือดร้อนเข้ามาสู่ครอบครัว  ทิศการนอนถือว่าเป็นความเชื่อมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยโบราณมีความเชื่อว่าห้ามหันหัวนอนไปทางทิศตะวันตก เพราะเป็นทิศของคนตาย หากใครนอนเอาหัวนอนไปทางทิศตะวันตกจะทำให้นอนฝันร้าย จะถูกผีอำ หรือถูกผีหลอก ตื่นนอนขึ้นมาก็จะไม่สดชื่น…

ประเพณีและความสำคัญของ “วันสารทจีน”

Cover ปกวันสารทจีน

วันสารทจีน เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีนในบ้านเรา ประเพณีวันสารทจีนเป็นวันที่ลูกหลานจะทำการกราบไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยจะจัดเตรียมของไหว้ตามประเพณีจีน กระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้า ของใช้ต่าง ๆ ไปไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน วันสารทจีนตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ตามปีปฏิทินทางจันทรคติของจีน ที่โดยปกติแล้วจะช้ากว่าปีปฏิทินทางจันทรคติของไทยประมาณ 2 เดือน ซึ่งตามปีปฏิทินทางจันทรคติของไทยวันสารทจีนจะตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 เทศกาลสารทจีนถือเป็นวันสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษด้วยการเซ่นไหว้ เพราะคนจีนมีความเชื่อว่าในวันนี้ประตูนรกจะเปิดให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายกลับมารับบุญกุศลจากญาติ ในวันนี้บรรดาลูกหลานจึงทำการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้เพื่อให้บรรพบุรุษได้กลับมารับบุญ รับอาหาร รวมถึงเผื่อแผ่ไปยังวิญญาณเร่รอนด้วยนั่นเอง ประวัติวันสารทจีนเทศกาลสารทจีน หรือประเพณีสารทจีนเป็นประเพณีที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษซึ่งล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นประเพณีที่ทุกคนในครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกัน บางครั้งชาวจีนจึงเรียกวันดังกล่าวว่า “กุ่ย เจี๋ย” หรือ “หวางเหรินเจี๋ย” ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน คือ “วันเทศกาลจงเยวี๋ยน” วันเทศกาลของจีน การไหว้สารทจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิดเปิดให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญ ซึ่งในรอบหนึ่งปีชาวจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง เรียกว่าไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย และวันสารทจีนยังเป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนรู้สึกสงสารวิญญาณจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ นรกจึงเปิดประตูเพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญ ซึ่งชาวจีนเชื่อกันว่าวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 7 เป็นวันซึ่งวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้กลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาเยี่ยมครอบครัวจึงได้ทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันในวันนี้ จึงเป็นวันที่ชาวจีนได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมากันโดยตลอด ด้วยการเซ่นไหว้ และจะนำอาหารทั้งคาวหวาน และกระดาษเงินกระดาษทอง มาตั้งโต๊ะเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และนำอาหารคาวหวานจัดเป็นชุดแล้วนำไปตั้งไว้ที่หน้าบ้านเพื่อให้วิญญาณเร่รอน เพราะมีความเชื่อว่าหากไม่นำของเซ่นไหว้ไปวางให้ผีเร่รอน ผีเร่รอนเหล่านั้นอาจจะมาแย่งอาหารของบรรพบุรุษได้ พิธีไหว้สารทจีนการไหว้เจ้าที่จะไหว้ก่อนในตอนเช้า เผากระดาษเงินกระดาษทองจนเรียบร้อย เวลาสิบเอ็ดโมงเช้าจึงตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษและไหว้ฮ้อเฮียตี๋ บางบ้านนิยมไหว้ตอนบ่าย ถ้าไหว้พร้อมกันให้ตั้งโต๊ะแยกจากกัน แต่เผากระดาษเงินกระดาษทองร่วมกันได้ ประเพณีสารทจีนนอกจากจะเป็นประเพณีที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษซึ่งล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นประเพณีที่มีกุศโลบายในการสนับสนุนให้ทุกคนในครอบครัวเดินทางกลับมาที่บ้าน เพราะคนจีนหลายครอบครัวจะต้องเดินทางไปทำงานไกลบ้าน วันตรุษจีนและสารทจีนจึงเป็นวันที่ครอบครัวจะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน การไหว้ในเทศกาลสารทจีน แบ่งออกเป็น 3 ชุด ดังนี้ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่โดยการไหว้เจ้าที่นั่นจะทำการไหวตอนเช้าตรู่ และจะต้องทำการไหว้นอกชานบ้าน มีอาหารคาวหวาน และขนมที่จะต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของสารทจีนคือขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องแต้มจุดสีแดงไว้ตรงกลาง เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีมงคล นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา เหล้า และกระดาษเงินกระดาษทอง ชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษของเซ่นไหว้บรรพบุรุษปกติแล้วจะเตรียมคล้ายกับของไหว้เจ้าที่ แต่จะเพิ่มของกินที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียมต้องมีน้ำแกงหรือขนมน้ำใส ๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชาจัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ ขาดไม่ได้ก็คือขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้และกระดาษเงินกระดาษทอง แต่สิ่งที่เป็นข้อห้ามก็คืออาหารที่ทำเพิ่มเติมเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษเวลาทำจะห้ามชิมเด็ดขาด ชุดสำหรับไหว้สัมภเวสีวิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ เรียกว่า สัมภเวสี หรือ ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ แปลว่า ไหว้พี่น้องที่ดี เป็นการสะท้อนความสุภาพและให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่าพี่น้องที่ดีของเรา โดยการไหว้จะไหว้นอกบ้านของไหว้จะมีทั้งของคาวหวานและผลไม้ตามต้องการและที่พิเศษคือมีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้  หากท่านใดสนใจอยากติดตามอ่านบทความอื่นสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์วัตถุมงคล คู่บุญคู่บารมี หรือหากอยากติดตามทุกบทความแบบไม่พลาดก็สามารถเข้าไปกดไลก์ กดถูกใจ และกดติดตามกันได้ที่เพจ ศูนย์วัตถุมงคล คู่บุญคู่บารมี ได้เลยค่ะ เรายังมีบทความน่าสนใจให้ได้ติดตามกันอีกเพียบค่ะ

ต้นไม้มงคลที่ควรมีปลูกไว้ในบ้าน

ต้นไม้มงคลที่ควรมีปลูกไว้ในบ้าน

เชื่อว่าทุกบ้านจะต้องปลูกต้นไม้ไม่ต้นเล็กก็ต้องมีต้นใหญ่ เพราะต้นไม้นอกจากจะให้ความร่มรื่นให้อากาศที่บริสุทธิ์เย็นสบาย เพิ่มความผ่อนคลายสบายใจแล้ว หากเลือกปลูกอย่างถูกต้องต้นไม้บางชนิดนอกจากจะให้ความสวยงามแล้ว ตามความเชื่อต้นไม้บางชนิดยังช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลเสริมโชคลาภอีกด้วย มาดูกันค่ะว่าต้นไม้มงคลที่ควรหามาปลูกมีอะไรกันบ้างค่ะ ต้นเงินไหลมา เชื่อว่าหากปลูกไว้จะร่ำรวยเงินทอง มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ลักษณะต้นเงินไหลมาเป็นไม้เลื้อย เมื่อโตเต็มที่สามารถเลื้อยได้ไกล 10-20 เมตร มีลำต้นขนาดเล็กสีเขียว ผิวเกลี้ยง มีใบและรากอากาศออกตามข้อ จุดเด่นของใบต้นเงินไหลมา คือ ใบทรงหัวลูกศร โคนใบเว้าลึกถึงสะดือใบ ปลายใบเรียวแหลม ความกว้างใบประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ใบสีเขียวมีด่างขาวหรือสีเหลืองปรากฏบริเวณเส้นใบเล็กน้อย ออกดอกสีขาวนวลแบบช่อบริเวณปลายยอด ลักษณะดอกคล้ายกับต้นบอน มีผลขนาดเล็ก แม้ว่ามองเผิน ๆ จะคล้ายต้นบอน แต่มีความแตกต่างกันอยู่หลายจุด เช่น ต้นบอนสีมีหัวอยู่ใต้ดิน แต่ต้นเงินไหลมาเป็นไม้เลื้อย มีรากอากาศออกตามลำต้น ส่วนใบของต้นบอนสีส่วนใหญ่จะเป็นทรงหัวใจ และสีของใบต้นบอนสีจะอ่อนและดูสดใสกว่าเมื่อเทียบกับต้นเงินไหลมา วาสนา หรือ ประเดหวี หรือ มังกรหยก เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นสีน้ำตาลอมเทามีขนาดสูงราว 5-10 เมตร ไม่แตกกิ่ง วาสนาเป็นต้นไม้ใบเดี่ยว หลายพันธุ์มีลายขาวอมเขียวลายเหลืองนวล ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอกวาสนาเมื่อตูมมีลักษณะเป็นหลอดยาว กลีบมีสีขาวถึงชมพู มีกลิ่นหอมช่วงเย็น-ค่ำหรือช่วงอากาศเย็น จะออกดอกในฤดูหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม เหมาะสำหรับคนที่ทำกิจการค้าขาย เพราะเชื่อว่าถ้าปลูกจนสามารถทำให้ออกดอกได้ จะช่วยให้กิจการเจริญเติบโตขึ้นมาก หรือหากทำงานบริษัทก็จะได้เลื่อนขั้นไปตำแหน่งที่สูงขึ้น ไผ่กวนอิม เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูงราว 2-3 ฟุต ลำต้นเป็นแท่งตรงไม่แตกกิ่ง ใบรีปลายแหลม เดิมใบสีเขียวเข้ม ในเมืองไทยรู้จักกันในชื่อ “ไผ่กวนอิม” หรือ “กวนอิม” ชาวจีนใช้เป็นไม้ตัดใบคู่กับไม้ดอกอื่นๆ สำหรับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเชื่อกันว่าจะนำโชคลาภมาให้ผู้ปลูกเลี้ยง ต้นไผ่กวนอิมมีความหมายถึง ความมั่นคง มั่งคั่ง ร่ำรวย และเสริมโชคลาภ ทั้งนี้ยังมีความเชื่อกันว่า หากปลูกเลี้ยงในห้องนั่งเล่น จะช่วยเสริมเรื่องสุขภาพ ปลูกเลี้ยงในห้องรับประทานอาหาร จะช่วยเสริมเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ หากปลูกเลี้ยงในห้องทำงาน จะช่วยเสริมเรื่องของความร่ำรวย หากปลูกเลี้ยงในห้องครัว ช่วยเสริมในเรื่องของความสุขสงบภายในบ้าน และหากปลูกเลี้ยงในห้องน้ำ จะช่วยเสริมในเรื่องปรับสมดุลของพลังชีวิต ต้นโป๊ยเซียนจัดว่าเป็นต้นไม้อีกชนิดนึงที่คนไทยนิยมปลูกกันแทบทุกบ้าน ถือว่าเป็นต้นไม้มงคลรุ่นบุกเบิกที่ได้รับความนิยม ลักษณะของต้นโป๊ยเซียนคือ ลำต้นแข็ง และมีหนามแหลม ใบยาวรี ปลายใบแหลม ออกดอกเป็นกลุ่ม ๆ มีหลายสี เช่น สีแดง ชมพู เป็นต้น ออกดอกทั้งปี แต่จะออกมากในฤดูหนาว ควรปลูกในดินร่วนซุย สามารถระบายน้ำได้ดี และควรเปลี่ยนดินทุกปี ต้นโป๊ยเซียนชอบแสงแดดที่ไม่จัดเกินไป และไม่จำเป็นต้องให้น้ำทุกวัน เพราะสามารถเก็บกักน้ำได้ดี ถ้าหากให้น้ำมากไปดอกอาจจะเน่าได้ คนโบราณเชื่อว่าหากปลูกโป๊ยเซียนไว้หน้าบ้านจะนำโชคมาให้ ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และควรปลูกในวันพุธจะทำให้เป็นมงคลยิ่งขึ้น และที่สำคัญถ้าใครปลูกโป๊ยเซียนออกดอก 8 ดอกขึ้นไป จะมีโชคลาภมากตามไปด้วย เพราะเชื่อว่าเป็นต้นไม้ของเทพเจ้าทั้ง 8 องค์ ที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข เงินทองไหลมาเทมา…